ความรู้เรื่องเพชร

Credit reference : หนังสือ diamond and gemstones, เลือกเพชร ดูพลอย

Diamond

ในภาษาอังกฤษรากศัพท์มาจากคำว่า "Adamas" แปลว่า ผู้ชนะ ด้วยเป็นอัญมณีที่ชนะทั้งความแกร่ง ความงาม และ คุณค่าต่อสสารทั้งมวลในโลก แต่ละเม็ดมีอายุประมาณ 1,000,000 - 3,000,000 ปี ในภาษาไทยมีรากศัพท์มาจากคำว่า "วชร" หมายถึงสายฟ้า น่าจะเป็นแสงวิบวับงามจับตาที่ส่องประกายออกมา ยามขยับไปมานั่นเองค่ะ

องค์ประกอบภายในเพชรมีคาร์บอนเพียงอย่างเดียวค่ะ มีค่าความแข็งสุดยอดอยู่ที่ 10 ของที่มีความแข็งเท่ากันหรือมากกว่าเท่านั้นจึงสามารถทำให้กันและกันเป็นรอยได้ ดั้งนั้นการแบ่งหรือตัดเพชรได้ต้องใช้เพชรอีกเม็ดเท่านั้นค่ะ จุดกำเนิดของความผูกพันระหว่างคนกับเพชรก่อตัวขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย เพชรถูกค้นพบ และใช้เป็นเสมือนเครื่องรางของขลังที่ประดับเทวรูป ไปจนถึงใช้เป็นเครื่องประดับในวรรณะชั้นสูง เพราะเชื่อว่าถ้านำด้านปลายแหลมของเพชรหันเข้าหาตัวจะก่อเกิดพลังคุ้มครองต่อผู้สวมใส่

เมื่อเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคม อังกฤษได้ครอบครองอินเดีย เพชรจึงแพร่กระจายผ่านเข้าไปในยุโรป แต่ด้วยเพชรที่ค้นพบสมัยนั้นมีจำนวนน้อย เพชรจึงจำกัด อยู่แค่ราชวงศ์สูงศักดิ์ หรือคนรวยมากมากเท่านั้น ต่อมาได้มีการค้นพบเหมืองเพชรที่แอฟริกาใต้ ทำให้มีการขยายตลาด เพชรจึงกลายมาเป็นเครื่องประดับที่หญิงสาวทั่วโลกใฝ่หา

 

เราจะดูเพชรแท้อย่างไรหนอ

1. ดูความคมชัดของเหลี่ยมด้านล่าง

เพชรมีคุณสมบัติทางแสงที่เป็นแสงหักเหเดี่ยว แปลว่าหากมองลงไปในเพชรภาพที่เห็นต้องดูเฉียบคม ชัดเจน แต่หากดูแล้วรู้สึกเหมือนภาพเบลอๆ คล้ายภาพซ้อน สรุปได้ว่านั่นไม่ใช่เพชรค่ะ มีสิ่งเลียนแบบเพชรที่มักพบได้บ่อย ได้แก่
      1. เพทายขาว หนี่งในนพเก้าของไทย มีประกายรุ้งเจ็ดสี สมัยก่อนนิยมใช้แทนเพชร
      2. พลอยสังเคราะห์ rutile
      3. เพชร โมอีส
สองอย่างแรกดูไม่ยากค่ะ มองมุมไหนเราจะเห็นภาพเหลี่ยมเงาเป็นภาพซ้อน แต่สำหรับเพชร โมอีส ต้องเอียงดูจากทางด้านข้างที่เป็นเหลี่ยมรูปว่าว จึงจะเห็นภาพซ้อน หากมองลงตรงตรง อาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเพชรแท้ได้ค่ะ

 

2. มองทะลุ

เช็ดเพชรกลมให้สะอาด จากนั้นหยิบขึ้นมามองด้านข้าง หากสัดส่วนจากหน้าตัดถึงขอบ และจากขอบถึงปลายแหลมด้านล่าง อยู่ในสัดส่วน 1:2 ถึง 1:3 เราถึงจะดูต่อด้วยเทคนิคนี้

หากระดาษที่มีตัวอักษร วางลงบนโต๊ะ คว่ำหน้าเพชรลง แล้วลากเพชรผ่านตัวอักษรบนกระดาษ หากสามารถอ่านหรือเห็นส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวอักษร ที่อยู่ด้านล่างได้ แปลว่า! นั่นไม่ใช่เพชรค่ะ

หากเพชรเม็ดนั้นได้รับการเจียระไนในสัดส่วนที่ดีตามที่ระบุแสงที่เดินทางผ่านเข้ามาในเพชร จะสะท้อนกลับคืนตาได้ทั้งหมด ทำให้เราอ่านตัวอักษรไม่ได้ ในกรณีที่เรามองเห็นตัวหนังสือได้ แปลว่า แสงสามารถเดินทางทะลุไปถึง กระดาษด้านล่าง ก่อนสะท้อนกลับมาสู่ดวงตา วัตถุนั้นจึงไม่ไช่เพชร หรือหากเป็นเพชร ก็แปลว่าผ่านการเจียระไนที่ไม่ได้สัดส่วน

 

3. ส่องหาแสงส้ม

วิธีนี้เป็นวิธีต่อเนื่องจากตอนที่ 2 ค่ะ คือ หากลากผ่านเห็นตัวอักษร เรายังสรุปได้ว่าเขาไม่ใช่เพชร ควรทดลองเพิ่มก่อนสรุปผล วางเพชรที่ได้สัดส่วนลงเหนือไฟฉาย ขยับเล็กน้อย ดูแสงที่เห็น หากเป็นแสงสีส้มทั้งหมด แสดงว่าไม่ใช่เพชรแท้ค่ะ เพชรแท้จะให้แสงที่มีหลายเฉดสี คล้ายสีรุ้ง

 

4. ดูเหลี่ยมเจียระไน

วัตถุยิ่งแข็งจะยิ่งตัดเหลี่ยมได้คม อย่างที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน ลองดูขอบกระจกที่โดนเจียระไน จะเห็นว่าขอบไม่คม ยิ่งถ้าเป็นพลาสติกยิ่งแย่กว่า กระจกมีค่าความแข็งที่ 5 พลาสติก อยู่ที่ 2 หรือ 3

ส่วนเพชรมีค่าความแข็งที่ 10 มองดูเข้าไปข้างในเห็นรอยตัดของเหลี่ยมเป็นแบบเหลี่ยมคมคม ถ้าเป็นของปลอมมองเข้าไปในรอยตัดเหลี่ยมจะเป็นมนมน

 

5. ดูรอยแตก

รอยบิ่นในธรรมชาติของเพชร จะเป็นรูปทรงที่ดูคล้ายรอยแยกเนื้อไม้ หรือทรงคล้ายขั้นบันไดที่ห่างไม่เท่ากันค่ะ หากรอยบิ่นเป็นทรงโค้งเว้าแวววาวแบบรอยบิ่นของแก้ว นั่นไม่ใช่เพชรค่ะ

 

6. ชั่งน้ำหนัก

ค่าความถ่วงจำเพาะ เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัว เพชรที่มีหน้าตัด ประมาณ 5.5-6 มิลลิเมตร จะหนักราวหนึ่งกะรัตหรือใกล้เคียง เพชร หนึ่งกะรัต มีน้ำหนักที่ 200 มิลลิกรัม หากคุณลองวางเพชรกับสิ่งเลียนแบบในขนาดเท่าๆ กันลงบนมืออีกข้าง น้ำหนักที่กดลงบนมือจะไม่เท่ากัน หรือจะใช้ตาชั่งแบบละเอียด จะช่วยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามเพชรโมอีส จะมีค่าความถ่วงใกล้เคียงกับเพชร แต่เราสามารถแยกออกได้โดยใช้ วิธีการดูความคมชัดของเหลี่ยม ค่ะ

ควรทดลองหลายๆวิธีก่อนสรุปค่ะ หรือสำหรับคนที่ต้องการตัดกังวลเรื่องนี้ให้ได้เต็มร้อย ควรเลือกซื้อเพชรที่มีใบรับประกัน ที่ออกจากห้องแล็ปที่ได้มาตรฐานสากลค่ะ ใบเซอร์ที่มีการซื้อขายที่เมืองไทยอย่างเช่น

GIA - Gemological Institute of America

HRD. - Diamond High Council (Antwerp)

IGI. - International Gemmological Institute (Antwerp)

GIT. - Gemological Institute of Thailand

Gia 4c Guide

Credit: GIA 4c Guide (Ipad application)

สามารถ Download ได้เพื่อ ศึกษาเพิ่มเติม ที่ Gia 4c Guide

เพชร 4CS เพชร 4CS

เพชร 4CS เพชร 4CS

Fluorescence คืออะไร?

fluorescence คือ แสงพลังงานที่ปล่อยออกมาจากเพชร เมื่อสารที่อยู่ในเพรช ได้ทำปฎิกริยา เมื่ออยู่ ภายใต้แสง UV ( Ultra Violet ) การเรืองแสงที่พบบ่อยที่สุด จะเป็นสีฟ้า และส่วนน้อย เรืองแสงเป็น สีอื่นๆ เช่น เหลือง ส้ม หรือ เขียว

 

Fluorescence ถือว่าปรกติ ใน เพชรหรือไม่?

Yes !!! จำนวนเพชรที่ถูกส่งมายัง gia ในหลายสิบปีที่ผ่านมามี ถึง 25 ถึง 35% ของเพรชทั้งหมดที่ทำปฎิกริยา ต่อแสง UV ในใบรับรองคุณภาพของ gia ได้แบ่งระดับความรุนแรงไว้ 5 ระดับ จาก ไม่มีเลย จน ถึงรุนแรงมาก None , Faint, Medium, Strong, และ Very Strong

 

Fluorescence มีผลกระทบกับเพชรอย่างไร?

จากการศึกษา ของ Gia พบว่า เพชรส่วนไหญ่ที่มี Fluorescence นั้น ไม่มีผลกระทบที่แตกต่างเวลามอง แต่จะมีผลต่อเมื่อ อยู่ในระดับความรุนแรงตั้งแต่ Medium ขึ้นไป จนถึง Very strong เพชรนั้นๆ จะดูขุ่นขาวในตัว กว่าเพรชปรกติ อย่างไรก้อตาม fluorescence จะทำไห้เพชรดูขาวขึ้น กว่าความเป็นจริง เพชรที่มี Fluorescen จึงเป็นผลดีต่อเพชร ที่สีต่ำกว่า j colour ( น้ำ 94 ) ลงไป ค่ะ

About Fluorescence

Credit: GIA 4c Guide

ข้อดีของเพชรใบเซอร์

ใบเซอร์เพชรหรือใบรายงานคุณภาพเพชร ที่ออกโดยสถาบันตรวจสอบอัญมญี เช่น GIA , HRD ห้องตรวจสอบของสถาบันเหล่านี้ มีอุปกรณ์ชั้นสูงที่ทันสมัยและมีคุณภาพ พร้อมด้วยนักอัญมณีศาสตร์ ที่เชี่ยวชาญ

ใบรับรองจะทำไห้เรามั่นใจได้ว่า เพชร นั้นๆเป็น เพชรที่เกิดจากธรรมชาติ ไม่ใช่เพชรสังเคราะที่ทำเลียนแบบในห้องทดลอง อีกทั้งระบุนำ้หนักที่แท้จริงของเพชร ( เมื่อเพชรอยู่ในตัวเรือนแล้ว มันเป็นการยากมากที่จะตรวจสอบน้ำหนักที่แท้จริงได้ ) พร้อมรายละเอียดคุณภาพต่างๆของเพชร

ค่าตรวจสอบและใบรับรองคุณภาพ ไม่แพงอย่างที่คิดค่ะ เพชร ตั้งแต่ 0.30 ct ขึ้นไปของ ทางร้านวิจิตราจะมีใบรับรองคุณภาพ จากสถาบัน GIA ไห้ทุกเม็ด เพื่อความสบายใจของลูกค้า ค่ะ

 

Credit: GIA 4c Guide

Platinum ทองขาว

Platinum เป็นธาตุบริสุทธิ มีความมันวาว ไม่ต้องการการเคลือบเงา เป็นโลหะที่เหมาะสำหรับคนผิวแพ้ง่าย โดยทั่วไปที่นิยมมาทำเครื่องประดับ จะมีความบริสุทธ์อยู่ประมาณ 90 %หรือ 95% จะมีส่วนผสมอื่นๆ เช่น iridium หรือ ruthenium อยู่ 5 %หรือ 10% ของตัวเรือน สัญลักณ์ที่บ่งบอกว่าเป็น platinum ได้แก่ plat, PT 950, PT900
Platinum มีความแข็งมากกว่าทองคำ และมีความหนักหน่วงมากกว่าทองคำ จึงทำไห้การขึ้นรูปเป็นเครื่องประดับนั้นยากกว่า ต้องอาศัยช่างที่ชำนาญ ค่าแรงในการทำจึงสูงกว่า ข้อดี ของ platinum คือ ตัวเรือนจะมีสีขาวธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนสีเวลาผ่านการใช้งาน แต่มีข้อเสียคือ การปรับเปลี่ยนขนาดภายหลังเมื่อผู้สวมใส่มีนำ้หนักมากขึ้นหรือผอมลง ต้องการการลดหรือเพิ่มขนาดตัวเรือน จะทำได้ยากหรือ อาจจะไม่ได้เลยเนื่องจากความแข็งมากของเนื้อโลหะ

White Gold ทองคำขาว
คือการผสมของทองคำ และ โลหะสีขาว เช่นเงิน โรเดียม หรือ พาลาเดียม ตามสัดส่วน เช่น 18k หมายความว่า มีสัดส่วนทองคำ อยู่. 75% และโลหะอื่นๆอยู่ 25% , 14k คือมีสัดส่วนทองคำ อยู่ 58.33 และโลหะอื่นๆ 41.67 %
เนื้อ white gold จะมีสีขาวนวลๆ ไม่ขาวสนิทเนื่องจาก มีส่วนผสมของทองคำ หลังจากขึ้นรูป แล้วต้องผ่านการชุบเคลือบเงา ไห้มันวาว ด้วย โรเดียม หรือ พาลาเดียม อีกที

Yellow gold ทองคำ
ทองคำที่นำมาทำเครื่องประดับที่เรียกว่าทองเค คนส่วนใหญ่มักสงสัยว่า ทองเค ใช่ทองคำแท้หรือไม่ คำตอบคือ ใช่ค่ะ เครื่องประดับจิวเวลรี่ ไม่สามารถนำทองที่มีความบริสุทธ์ 99.99 % มาทำเครื่องประดับได้ เนื่องจากทองมีความอ่อนตัวมาก ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ จึงจำเป็นที่ต้องผสมโลหะอื่นๆ ลงไปเพื่อปรับทองคำไห้มีความแข็งขึ้น คงทนต่อการสึกหรอบิดเบี้ยเวลาใช้งาน โลหะที่นิยมมาผสมกับทองคำได้แก่ ทองแดง นิเกิ้ล และสังกะสี

หน่วยของทองที่คนไทยนิยมเรียกสั้นๆว่า K ย่อมาจาก คำว่า Karat
24 K. มีส่วนผสมของทองคำอยู่ 99.99%
23 K. มีส่วนผสมของทองคำอยู่. 96.50 %
18 K. มีส่วนผสมของทองคำอยู่. 75.00 %
14 K. มีส่วนผสมของทองคำอยู่. 58.33 %
10 K. มีส่วนผสมของทองคำอยู่. 41.67 %
  9 K. มีส่วนผสมของทองคำอยู่. 37.50 %

เราทราบกันแล้วว่า เพชรมีความแข็งแกร่งเท่ากับ10 เราจึงไม่ต้องกังวลแล้วว่าจะทำให้เพชรมีรอยถ้าสวมใส่ทุกวัน ในชีวิตประจำวัน เพราะสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา มีความแข็งเปรียบเทียบน้อยกว่าเพชรค่ะ สิ่งที่น่าห่วงกว่าคือการเก็บรักษา เราต้องแยกเพชรใส่ถุงหรือใส่กล่อง เพื่อไม่ให้หน้าเพชรกระทบกัน เพราะเพชรมีความแข็งเท่ากัน สามารถตัดหรือขีดหน้าเพชรให้เป็นรอยกันได้ค่ะ

ในเรื่องการทำความสะอาด เพชรมีคุณสมบัติในการเกาะติดกับน้ำมันได้ดี ดังนั้นน้ำมันหรือโลชั่นที่เราใช้ จะเข้าไปยึดเกาะที่ผิวเพชร แล้วดึงเอาฝุ่นที่ิอยู่รอบๆเข้ามาอยู่ด้วยกัน ทำให้เพชรดูหมองลง

เราจึงต้องหาทางขจัดคราบไขมันออก ด้วยน้ำอุ่น น้ำยาล้างคราบมัน อย่างน้ำยาล้างจานก็ใช้ได้ ให้ใช้แปรงสีฟัน แปรงที่ด้านข้าง และด้านล่าง มากกว่าทางด้านบน เพราะ คราบสกปรกมักเกาะหลบอยู่ตามบริเวณที่มีตัวเรือนบังค่ะ จากนั้น ล้างด้วยน้ำสะอาดอุ่นๆ แล้วใช้ไดร์เป่าผม เป่าให้แห้ง แค่นี้ เครื่องประดับที่เรารักก็ใสแวววาว ได้ทุกวันแล้วคะ